ย้อนกลับ

ข้อมูลร้านค้า

ชื่อ - นามสกุล : ชัยยันต์ อินทสโร
อีเมล : intasarochaiyan@gmail.com
ที่อยู่ : 6/133 ตำบล/แขวง : เขารูปช้าง
อำเภอ/เขต : เมืองสงขลา จังหวัด : สงขลา
รหัสไปรษณีย์ : 90000

Singora Microgreen

Microgreen

ทุกจังหวัด

ราคาต่อหน่วย(บาท) : 69 บาท/กล่อง

ปริมาณทั้งหมด : 100 กล่อง

รายละเอียดสินค้า : Singora Microgreen

Microgreens" คืออะไร

ไมโครกรีน คือต้นกล้าขนาดเล็ก หรือต้นอ่อนที่เพาะจากเมล็ดของพืช ผัก สมุนไพรชนิดต่างๆ และเจริญเติบโตจนมีใบจริง 2-3 ใบ ขนาดความสูงของต้นกล้าขนาดที่รับประทานได้ประมาณ 2-3 นิ้

จุดเด่นของไมโครกรีน

  • มีคุณค่าทางสารอาหารมากกว่าผักชนิดเดียวกันที่โตเต็มที่แล้ว 5-40 เท่า แล้วแต่ชนิดผัก
  • มีรูปทรงและสีสันสวยงามน่ารับประทาน
  • มีอายุการเติบโตสั้น ใช้เวลาเพียง 7-10 วันก็สามารถรับประทาน หรือเก็บขายสร้างรายได้ได้แล้ว

ทำไมไมโครกรีนจึงมีคุณค่าทางสารอาหารมากกว่าผักทั่วไป

ในต้นอ่อนจะอุดมไปด้วยสารอาหารทั้งหมดที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ยิ่งต้นกล้ามีอายุมากขึ้นสารอาหารก็จะค่อยๆ ถูกใช้ไปในการเจริญเติบโต ดังนั้นหากเก็บเกี่ยวในระยะเวลาที่เหมาะสมก็จะได้รับคุณค่าทางอาหารสูงสุด

ไมโครกรีนเหมาะกับใคร

ผักไมโครกรีนเหมาะกับทุกเพศทุกวัย ผู้ที่ชอบกินผักอยู่แล้ว เพิ่มไมโครกรีนในอาหารก็จะยิ่งได้รับสารอาหารเพิ่มมากขึ้น ส่วนผู้ที่ไม่ชอบกินผักทั้งผู้ใหญ่และเด็กๆ แค่ใส่ไมโครกรีนในอาหารเพียงเล็กน้อยก็สามารถได้รับสารอาหารมากเท่ากับกินผักทั่วไปจานใหญ่ๆ ได้แล้ว

ปัจจุบันกระแสความนิยมผักไมโครกรีน กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยสีสันที่สวยงาม เนื้อสัมผัสที่กรอบอร่อย และรสชาติที่เข้มข้น จึงนิยมนำมารับประทานสดมากกว่านำมาผ่านกระบวนการปรุง เช่น ใส่ในสลัด แซนด์วิช หรือตกแต่งจานอาหาร

ความแตกต่างของ ผักงอก (sprouts) และไมโครกรีน (microgreen)

ทั้งผักงอกและไมโครกรีน ล้วนเป็นผลผลิตที่ได้จากการนำเมล็ดมากระตุ้นให้งอก แต่แตกต่างกันที่ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว

ผักงอก เป็นต้นอ่อนที่งอกแล้วยังมีส่วนของใบเลี้ยงที่ทำหน้าที่เก็บสะสมสารอาหารอยู่ ใช้เวลาเติบโต 2-7 วัน จึงมักบริโภคทั้งต้น

ไมโครกรีน จะเจริญเติบโตต่อหลังจากต้นอ่อน ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ ส่วนของใบเลี้ยงจึงไม่มีสารอาหารหลงเหลืออยู่และหลุดร่วง ในขณะที่มีการเติบโตของใบแท้จำนวน 2-3 ใบ มักบริโภคเฉพาะส่วนลำต้นเหนือดิน

การปลูกผักกินเองอาจไม่ยากขนาดนั้นในยุคที่เรามี ตะกร้าผักมีชีวิต แต่การปลูกผักให้ ‘พอกิน’ เกือบทุกมื้อก็ยังดูเป็นเรื่องท้าทายสำหรับคนเมืองอยู่ดี แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งถอดใจ ถ้ายังไม่ได้ทำความรู้จักกับการปลูกผักเล็กจิ๋วแต่ประโยชน์แจ๋วต่อไปนี้ที่เราอยากแนะนำ

ผักงอก ต้นอ่อน และไมโครกรีน (Microgreens)

เราอาจเรียกรวมต้นกล้าของพืชผักที่นำมากินว่า ‘ต้นอ่อน’ แต่จริงๆ แล้วในวงการอาหารแบ่งชนิดของต้นกล้าออกเป็น 3 แบบตามอายุตอนเก็บเกี่ยวและชนิดของพืชที่นำมาเพาะเลี้ยง คือ ผักงอก ต้นอ่อน และไมโครกรีน เริ่มจาก ‘ผักงอก’ คือต้นอ่อนที่งอกขึ้นจากเมล็ดถั่ว ไม่ว่าจะถั่วเขียวที่กลายเป็นถั่วงอก ถั่วแดง ถั่วดำ หรือถั่วลิสงก็นิยมนำมาเพาะกินเช่นกัน โดยระยะเก็บเกี่ยวของผักงอกจะอยู่ระหว่าง 2-7 วันแล้วแต่ชนิดของถั่วที่นำมาเพาะ ส่วน ‘ต้นอ่อน’ (Sprouts) คือต้นกล้าของผักชนิดต่างๆ ที่นำมาเพาะราว 7-10 วันแล้วถึงเก็บกิน ชนิดที่เรารู้จักกันดีก็เช่น ต้นอ่อนทานตะวัน ต้นอ่อนหัวไชเท้า (ไควาเระ) หรือต้นอ่อนถั่วลันเตา (โต้วเหมี่ยว)

‘ไมโครกรีน’ ต้นกล้าที่กำลังเป็นกระแสอยู่ตอนนี้

ไมโครกรีนเป็นที่รู้จักครั้งแรกช่วงกลางยุค 80s เมื่อร้านอาหารในแคลิฟอเนียร์นำต้นกล้าของผักโขมสีแดงระเรื่อมาใช้ตกแต่งเมนูอาหารจนฮือฮา โดยไม่รู้เลยว่าพวกมันอุดมด้วยวิตามินมหาศาล แต่จากนั้นไม่นานนักโภชนาการก็พบว่าผักจิ๋วเหล่านี้มีสารอาหารมากกว่าผักโตเต็มวัยซะอีก ไม่ว่าจะต้นอ่อนของกะหล่ำปลีที่มีวิตามินซีสูงกว่ากะหล่ำปลีหัวใหญ่ๆ ถึง 40 เท่าในสัดส่วนเท่ากัน หรือต้นอ่อนของผักชีเองก็มีเบต้าแคโรทีนมากกว่าต้นผักซีที่เราใช้โรยหน้าถึง 3 เท่า! ทว่ากระแสไมโครกรีนก็เงียบหายไปราวกลางยุค 90s ก่อนกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งพร้อมเทรนด์กินดีอยู่ดีเมื่อเร็วๆ นี้

ข้อแตกต่างหลักๆ ระหว่างไมโครกรีนกับผักงอกและต้นอ่อน คือระยะเวลาการเก็บเกี่ยวที่นานกว่า คือประมาณ 1-2 อาทิตย์หลังลงเมล็ด (กะง่ายๆ ว่าต้นกล้ามีความสูงราว 3 นิ้วก็พร้อมเก็บ) และเมล็ดผักที่ใช้เพาะไมโครกรีนนั้นมักมีขนาดเล็กจิ๋วระดับใกล้เคียงเม็ดทราย สำคัญคือคุณค่าทางอาหารของมันเพียบกว่าต้นกล้าอีก 2 ชนิดแบบทิ้งห่าง ตัวอย่างเมล็ดผักที่นิยมนำมาเพาะก็เช่น ผักบุ้ง กะหล่ำปลี ผักชี และผักโขม

ผักพื้นบ้านไทยก็เพาะเป็นไมโครกรีนได้เหมือนกัน

ที่เราว้าวคือ ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ บอกเราว่าผักพื้นบ้านที่เวิร์กสำหรับการนำมาเพาะคือ โสน ผักขี้หูด และผักเขียวน้อย เพราะต้นอ่อนที่ได้ทั้งอวบ รสชาติดี มีวิตามินซีสูงมากแถมยังช่วยเจริญอาหารด้วย

อยากลองเพาะไมโครกรีนกินเองบ้าง ทำยังไง?

ไม่ยาก เมื่อขึ้นชื่อว่าผักจิ๋วย่อมเรียกร้องพื้นที่น้อย น้ำน้อย และดินน้อย ใครอยากลองลงมือก็สำรวจลิสต์ต่อไปนี้แล้วทำตามได้เลย!

1.เตรียมภาชนะ เช่น กล่องโฟมหรือถาดฟอยล์ เจาะรูตรงก้นให้ระบายน้ำสะดวก

2. นำดินร่วนเทใส่ภาชนะให้สูงประมาณ 1 นิ้ว เกลี่ยหน้าดินให้เรียบแต่อย่าอัดดินจนแน่น

3. โปรยเมล็ดพืชที่ต้องการลงบนหน้าดิน เกลี่ยให้ทั่ว แล้วใช้ฝ่ามือกดเมล็ดพืชลงกับดินเบาๆ (ใครตามหาเมล็ดผักชนิดปลอดภัยหายห่วง เราแนะนำเพจเมล็ดพันธุ์ปู่-ย่า คลิกเดียวส่งถึงบ้าน)

4. นำดินร่วนโปรยกลบเมล็ดพืชบางๆ แล้วใช้ฟ็อกกี้ฉีดพรมน้ำเล็กน้อย จากนั้นนำพลาสติกใสปิดทับหน้าภาชนะ แล้วนำไปตั้งไว้ในที่แดดส่องถึง

​5. หมั่นเปิดพลาสติกใส แล้วฉีดน้ำพรมเช้าเย็น (อย่าให้แฉะ) รอจนกว่าต้นอ่อนงอกออกมาแล้วถึงเอาพลาสติกใสทิ้ง แต่ยังต้องหมั่นฉีดน้ำเช้าเย็นต่อไปเรื่อยๆ จนต้นกล้าโตราว 3 นิ้วก็เก็บกินได้

​อย่างที่บอกว่าไมโครกรีนมีสารอาหารเพียบในระดับผักโตเต็มวัยยังอาย อร่อย ปลูกก็ง่ายแสนง่ายแถมใช้พื้นที่น้อย (อยากเก็บกินบ่อยหน่อยก็ปลูกหลายถาด) จึงไม่เกินไปหากเราจะยกให้เจ้าผักจิ๋วเหล่านี้เป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยทำให้สุขภาพของคนเมืองดีได้โดยไม่ต้องพึ่งพาวิตามินสำเร็จรูป 

มาตรฐานที่ได้รับ

ลำดับ ชื่อมาตรฐาน หมายเลข วันหมดอายุ รายละเอียด ใบรับรอง สถานะ
1 GAP อยู่ระหว่างขอการรับรอง 2020-01-01 - อยู่ระหว่างขอการรับรอง

ช่องการจัดส่งสินค้า : รถไฟ

ค่าจัดส่ง : คิดค่าจัดส่งตามจำนวนหน่วยนับสินค้าที่สั่งซื้อ
จำนวน 10 ถึง 30 กล่อง ค่าจัดส่ง 60 บาท
จำนวน 31 ถึง 60 กล่อง ค่าจัดส่ง 90 บาท
จำนวน 61 ถึง 90 กล่อง ค่าจัดส่ง 120 บาท
จำนวน 91 ถึง 100 กล่อง ค่าจัดส่ง 150 บาท

โปรโมชั่น :

ไม่มี